Blue Screen ก็คือการแฮงค์ ของเครื่องคอมพิวเตอร์แบบหนึ่งนั่นเอง แต่แทนที่จะมีอาการแบบ นิ่ง หรือค้างไปเฉย ๆ ที่หน้าจอ จะกลายเป็นสีฟ้า และมีตัวหนังสือบอกรายละเอียดต่าง ๆ ( ที่อ่านไม่เห็นจะเข้าใจเลย ) ส่วนใหญ่แล้ว ก็จะมีข้อความบอกว่า ให้กดคีย์อะไรก็ได้ เพื่อทำงานต่อไป หรือกด Ctrl + Alt + Del เพื่อทำการ Restart Computer ถ้าหากเจอหน้าจอแบบนี้ ก็มีหลักการเดียวกันครับ คือกดลองกดปุ่มอะไรก็ได้ก่อน และพยายามทำการ Shut Down ให้ได้ แต่ถ้าหากไม่ได้จริง ๆ ก็กด Ctrl + Alt + Del เพื่อบูทเครื่องใหม่เลยครับ
อ้างอิง hxxp://www.supermixs.com/
Blue Screen คืออะไร
RAM เสีย รู้ได้อย่างไร ? | Ram
หน่วยความจำเสียเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก แต่น้อยคนจะทราบว่ามันเสีย เพราะอุปกรณ์ตัวนี้ไม่ได้แสดงอาการที่หนักหนาอะไรเหมือนกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ฮาร์ดิสก์หรือซีพียู ที่ทำให้พีซีไม่สามารถใช้งานได้เลย วันนี้เรามีสัญญาณบอกเหตุให้รู้ว่าหน่วยความจำเสียมาฝากครับ
ให้สังเกตุอาการต่างๆดังต่อไปนี้
- เกิดจอฟ้าขึ้นระหว่างใช้งาน พร้อมข้อความแจ้งเตือนต่างๆ ซึ่งผู้ใช้ต้องรีบูตเครื่องใหม่เท่านั้น
- เกิดจอฟ้าระหว่างการติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 2000 และ Windows XP
- เกิดอาการเครื่องแฮงค์ระหว่างการใช้งานโดยไม่ทราบสาเหตุ
- เกิดอาการจอฟ้าระหว่างเปิดโปรแกรมหรือเกม ที่ต้องใช้หน่วยความจำเป็นจำนวนมาก เช่น เกมสามมิติต่างๆ โปรแกรมกราฟฟิก รวมถึงโปรแกรมสำหรับทดสอบเครื่อง
- เกิดภาพที่แสดงออกมาผิดเพี้ยน ซึ่งสาเหตุอาจจะรวมไปถึงตัวการ์ดจอมีปัญหาได้
- ไม่สามารถบูตเครื่องได้ ซึ่งตัวเครื่องจะส่งสัญญาณออกมาให้ทราบว่าหน่วยความจำมีปัญหา หรือว่าจะแสดงให้เห็นบนจอภาพเช่น Memory test fail เป็นต้น
อ้างอิง hxxp://www.supermixs.com/
ทำไมคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง | Problem
ใครที่ใช้งานคอมพิวเตอร์มานานก็พอจะสัมผัสความรู้สึกนี้ได้ แล้วมักจะเชื่อว่าควรจะอัพเกรด เครื่องด้วยการเปลี่ยนซีพียูใหม่ หรือไม่ก็เพิ่มแรมได้แล้ว แต่จากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้าน
ซอฟต์แวร์แล้ว กลับมองว่าวิธีการแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่เชื่อ คุณก็ควรลองเปลี่ยนมาใช้งาน
วินโดวส์ 98 และ Me ดู คุณจะพบว่าคอมพิวเตอร์ของคุณทำงานได้เร็วกว่าเดิม แต่จะเร็วแค่ไหน คงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วยนะครับ
สมัยนี้ คุณควรมีหน่วยความจำในเครื่องอย่างน้อย 64 เมกะไบต์ หากคุณต้องใช้งานแอพพลิเคชั่น
หลาย ๆ ตัวพร้อมกัน ถ้าคุณมีหน่วยความจำน้อยกว่า 64 เมกะไบต์ละก็ คุณจะรู้สึกเหมือนว่า หน่วยความจำที่คุณถูกดูดหายไปเลยทีเดียว แต่ถ้าคุณมีหน่วยความจำมากเพียงพอ แล้วละก็ คุณจะสามารถ จัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการทำหน่วยความจำเสมือน (Virtual Memory) และค้นหา หน่วยความจำที่พร่องหายไป (Memory Leak) ได้
สำหรับหน่วยความจำเสมือนนี้ เป็นแฟ้มข้อมูลเฉพาะในพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ โดยปกติเราจะเรียก กันว่า "สวอปไฟล์ ( SWAP FILE ) " เมื่อเครื่องพีซีของคุณเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำมาก เกินไป วินโดวส์จะช่วยปรับขนาดของสวอปไฟล์ตามใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงตามความต้องการ หาก พื้นที่บนฮาร์ดดิสก์ของคุณไม่มีเนื้อที่เพียงพอ สวอปไฟล์จะไม่สามารถขยาย ได้ตามขนาดที่ ต้องการได้ทำให้เครื่องของคุณทำงานช้าลง
วิธีแก้ไขก็คือลบหรือย้ายแฟ้มข้อมูลบางส่วนออกจากฮาร์ดดิสก์ อีกวิธีคือย้ายสวอปไฟล์ไปอีก พาร์ติชั่นหรือฮาร์ดดิสก์ลูกอื่นที่มีพื้นที่เพียงพอ สำหรับวินโดวส์ 9x หรือ Me ให้คุณมาที่ Desktop คลิ๊กที่ปุ่มเม้าส์ขวาที่ My Computer เลือก Properties เลือกแถบ Performance เพื่อเลือก Virtual Memory คุณจะเห็นรายการสำหรับกำหนดค่าของ Virtual Memory ให้คุณเลือก Let me specify my own virtual memory setting ส่วนวินโดวส์ 2000 ให้คุณเลือก Advanced เลือก Performance Options และเลือกChange ครับ
สำหรับวิธีค้นหาหน่วยความจำที่พร่องหายไป มักจะเกิดจากซอฟต์แวร์บางตัวเสียหาย หรือไม่ก็ ออกแบบมาไม่ดีพอในการกำหนดขนาดของหน่วยความจำเมื่อต้องการใช้งาน หากคุณเปิด
แอพพลิเคชั่นต่างๆ หลายๆ ตัว จะทำให้กินเนื้อที่ในหน่วยความจำมากขึ้น จนกระทั่งระบบของ คุณไม่มีหน่วยความจำเพียงพอ การบู๊ตเครื่องใหม่อาจช่วยให้แก้ปัญหานี้ได้ชั่วคราว โดยการ กำหนดค่าของหน่วยความจำให้เป็นปกติ
การค้นหาแหล่งที่มาของส่วนที่พร่องหายไปทำได้โดยเลือก Start เลือก Programs เลือก Accessories และเลือก System Tools เพื่อใช้เรียกยูทิลิตี้ของ System Monitor มาตรวจสอบการใช้งานของหน่วยความจำ หากคุณหาไม่พบก็ให้ติดตั้งไปใหม่จากแผ่น CD ของ วินโดวส์ โดยการใช้คำสั่ง Add/Remove Programs จากนั้นก็ทำการกำหนดขนาดของ หน่วยความจำ โดยเลือก View เลือก Numeric Charts และ View และ Always on Top เพื่อเลือก Edit และ Add Item
ในรายการตัวเลือกที่ปรากฏอยู่ให้คุณเลือก Memory Manager จากนั้นให้กดปุ่ม
อ้างอิง hxxp://www.supermixs.com/
ล้างฮาร์ดดิสก์ ติดตั้งซอฟต์แวร์ใหม่ | Harddisk
ต้นเหตุการล้างระบบใหม่
การล้างระบบใหม่ในที่นี้หมายถึง กรณีที่ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานมานาน ภายในฮาร์ดดิสก์มีข้อมูลที่ไม่เป็นที่ต้องการ หรือติดตั้งโปรแกรมที่ล้าสมัยและไม่ต้องการแล้ว เป็นที่ทราบกันดีกว่าปัจจุบันนั้น Windows Application นั้นได้รับความนิยมนำมาใช้งานเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม Application เหล่านั้นหากติดตั้งแล้ว การเอาออกจากคอมพิวเตอร์โดยสิ้นเชิงแบบไม่เหลือร่องรอยนั้นยากมาก นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณีที่ต้องมีการล้างระบบใหม่ เช่น หลังจากอัปเกรดฮาร์ดแวร์ เช่น เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ใหม่มาใช้ขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่ม RAM ทำให้ผู้ใช้งานต้องการเพิ่มซอฟต์แวร์ หรือต้องการย้ายข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์เก่า ซึ่งวิธีการในย้ายระบบนั้นต้องทำโดยผู้ใช้งานเอง และต้องทำด้วยความระมัดระวัง
ในกรณีของการล้างระบบใหม่มีขั้นตอนแตกต่างจากการเริ่มติดตั้งแบบแรกเริ่ม เนื่องจากเมื่อใช้งานคอมพิวเตอร์ไปประมาณสองสามปี จะมีข้อมูลที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้นมา เช่น เอกสารต่างๆ จดหมาย ข้อมูลต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนจำเป็นสำหรับการทำงานในคอมพิวเตอร์ ข้อมูลบางประเภทไม่สามารถสร้างใหม่ได้ หรือข้อมูลบางประเภทไม่มีข้อมูลสำหรับสร้างใหม่เพียงพอ หรือหากขาดข้อมูลบางประเภทจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ดังนั้นส่วนที่จำเป็นต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งคือ ต้องมีการสำรองข้อมูลเป็นอย่างดี
ผู้ใช้งานบางท่านต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำทุกวัน ดังนั้นหากมีการล้างระบบ หรือการอัพเกรดครั้งใหญ่ ต้องหมายความว่าจะต้องทำให้คอมพิวเตอร์นั้นมีข้อมูลแล้วพร้อมใช้งานได้เหมือนเดิมในระยะเวลาอันสั้น เช่น ใช้เวลาในการอัพเกรดประมาณ 1-2 วัน เป็นต้น ทำให้ต้องมีการวางแผนก่อนลงมืออัพเกรด
ขั้นตอนการล้างระบบและติดตั้งโปรแกรมใหม่
1. วางแผนการสำรองข้อมูล
ขึ้นอยู่กับสภาวะการใช้งานของผู้ใช้งาน เนื่องจากผู้ใช้งานแต่ละรายต่างก็ใช้ Application แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น รายการสำรองข้อมูลต่อไปนี้
ข้อมูลที่ต้องสำรอง ไดเรคทอรี่ของข้อมูล หมายเหตุ
1. รายการบริการลูกค้า C:\Customer Support คัดลอกไว้ในฮาร์ดดิสก์ รวม Sub Folder
2. แฟ้ม Sidekick 95 C:\Sidekick95\userdata คัดลอกไว้ในดิสก์เก็ต รวม Sub Folder
3. เอกสาร Technical Support D:\Technical Support คัดลอกไว้ในฮาร์ดดิสก์
4. ไดรเวอร์ต่างๆ D:\driver คัดลอกและอัพเดทลงเซิร์ฟเวอร์
5. เอกสารโครงการต่างๆ C:\project คัดลอกลงซีดีรอม
6. เอกสารอื่นๆ C:\My Documents คัดลอกไว้ในฮาร์ดดิสก์
ในขั้นตอนการวางแผนการสำรองข้อมูลจะเห็นว่าขึ้นอยู่กับความต้องการนำข้อมูลไปใช้อนาคตและขนาดของข้อมูล ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ข้อมูลต้องมีการนำไปแก้ไขต่อไป
ได้แก่ข้อมูลรายงาน ข้อมูลที่ต้องมีการอัปเดทประจำ การสำรองข้อมูลควรเก็บไว้ใน สื่อเก็บข้อมูลเช่น Jazz Drive, Zip drive เพราะข้อมูลเหล่านั้นสามารถนำมาใช้งานได้ง่าย หรือหากเป็นไปได้ที่ผมเคยทำก็คือ เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์อีกตัวหนึ่ง (หากมีฮาร์ดดิสก์เหลือพอ) หรือกรณีที่มีเซิร์ฟเวอร์ ก็อาจจะนำข้อมูลดังกล่าวไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องตรวจสอบก่อนว่าในเซิร์ฟเวอร์มีเนื้อที่เพียงพอ หรืออาจจะติดต่อกับผู้บริหารระบบ เพื่อขอที่เก็บข้อมูลสำรองชั่วคราว
ข้อมูลเก็บไว้เพื่ออ้างอิง
สำหรับการเก็บข้อมูลไว้เพื่ออ้างอิง อาจเก็บไว้ในสื่อเก็บข้อมูลชนิดอื่น เช่น เทป ซีดีรอม เนื่องจากต้นทุนในการเก็บข้อมูลต่ำ
ข้อมูลใดต้องสำรอง และควรสำรองอย่างไร
มีผู้ใช้บางราย สำรองข้อมูล โดยการคัดลอกแฟ้มข้อมูลที่มีอยู่ในฮาร์ดดิสก์ทั้งหมดไว้ในพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ของเซิร์ฟเวอร์หรือเก็บสำรองไว้ในการฮาร์ดดิสก์อีกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองทั้งค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสื่อที่ต้องนำมาใช้ในการเก็บข้อมูล และเวลาในการคัดเลือกข้อมูลมาใช้งานภายหลัง ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวมาจากสาเหตุประการเดียวก็คือ ไม่มีการวางแผนเก็บบันทึกข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เมื่อเริ่มใช้งานคอมพิวเตอร์ ผมกล่าวเสมอๆว่า ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์นั้นก็เหมือนกับเอกสาร เหมือนกับโต๊ะทำงานของเรา ถ้าเราจัดเก็บเอกสารบนโต๊ะทำงานไม่เรียบร้อย เวลาจะหาเอกสารชิ้นหนึ่งย่อมประสบปัญหาเกี่ยวกับการหาเอกสาร ใช้เวลาในการหาเอกสารนาน แต่ถ้าเราเก็บเอกสารด้วยความเป็นระเบียบ เราจะสามารถค้นหาเอกสารที่ต้องการได้ในเวลารวดเร็ว การทำงานกับคอมพิวเตอร์ก็เช่นเดียวกัน นอกจากรู้ว่าจะเก็บเอกสารอย่างไร แล้วต้องรู้เพิ่มเติมว่าทำอย่างไรเอกสารที่เก็บไว้จึงจะเป็นระเบียบ จึงจะสามารถเรียกมาใช้งาน หรือเอื้อประโยชน์ต่อการสำรองข้อมูล
เมื่อการจัดการเอกสารในขั้นตอนระหว่างการใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนในการสำรองข้อมูลก็ทำได้ง่ายขึ้น เพียงแต่คิดว่าเอกสารชุดใดๆ ต้องสำรองอย่างไร ต้องจัดการแบบใด เท่านั้นก็จะสำรองข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว
การฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ จะเป็นการทำลายเอกสาร และทุกสิ่งทุกอย่างในคอมพิวเตอร์ ถึงแม้ว่าการ Unformat จะช่วยได้ แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะบางครั้ง Option ที่ใช้งานไม่เอื้ออำนวย
2. เตรียม OS , Application Software และไดรเวอร์ของอุปกรณ์ต่างๆให้พร้อม
ขั้นตอนนี้สำคัญต่อการติดตั้งซอฟต์แวร์ใหม่ เนื่องจากหากไม่มี OS ,Application Software ที่เป็นชุดสำหรับติดตั้งก็จะไม่สามารถใช้งาน Application ที่เคยใช้ได้อีก รวมทั้งจะไม่สามารถใช้งานข้อมูลที่สำรองไว้และถูกสร้างด้วย Application เหล่านั้นด้วย
สำหรับไดรเวอร์ของอุปกรณ์ต่างๆก็เช่นเดียวกัน ควรตรวจสอบว่าได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะหากไม่มีไดรเวอร์อาจจะทำให้ไม่สามารถใช้ พรินเตอร์ สแกนเนอร์ SCSI Card,ไดรฟ์ซีดีรอมได้อีก หรือใช้ได้ไม่เต็มคุณภาพ ซึ่งพบปัญหาบ่อยมาก
3. บันทึกค่า Configuration ของ Computer
ค่า Configuration ของคอมพิวเตอร์ที่ต้องบันทึกไว้ก่อนจะ Format และติดตั้ง OS, Application ใหม่ ได้แก่ค่าดังต่อไปนี้
1. Mail Setup เช่น การกำหนด Configuration ของ Eudora หรือ Pegasus ค่าที่ต้องจดบันทึกได้แก่ Password , ชื่อ POP3 , Account (นอกจากบันทึกค่า แล้วอย่าลืมจดหมายที่ท่านยังจัดการไม่เรียบร้อย จดหมายที่อยู่ในโฟลเดอร์ต่างๆ เช่น In Out, และ Address Book หรือสมุดรายชื่อผู้รับจดหมาย)
2. การกำหนด Configuration สำหรับ Workstation เช่น ชื่อ Computer, Account สำหรับการต่อเข้า Server , การกำหนดค่า TCP/IP , การกำหนด Account สำหรับต่อเชื่อมเข้าศูนย์ ISP แต่ละแห่ง
ค่าดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้นไม่สามารถสำรองข้อมูลเก็บไว้ในสื่อบันทึกข้อมูลชนิดใดๆ ได้ ต้องอาศัยการทำสมุดบันทึก และจดบันทึกค่านั้นลงไป เมื่อติดตั้ง
นอกจากค่าที่กล่าวมาข้างต้น สำหรับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์สำหรับการสื่อสารด้วยจะต้องบันทึกค่าเหล่านี้ด้วย ได้แก่ สมุดรายชื่อสำหรับส่งจดหมายของ E-mail , สมุดรายชื่อสำหรับส่งแฟ็กซ์ ซึ่งการบันทึก สามารถใช้วิธีการ Backup ข้อมูลได้
4. ติดตั้ง OS, Application ใหม่
การติดตั้ง OS และ Application ใหม่ ขั้นตอนนี้คงไม่กล่าวรายละเอียดในที่นี้
5. ติดตั้งไดรเวอร์ของอุปกรณ์ต่างๆ
การติดตั้งไดรเวอร์ของอุปกรณ์ ไม่ได้กล่าวรายละเอียดในที่นี้ เนื่องจากไดรเวอร์ของอุปกรณ์แต่ละอย่าง มีข้อปลีกย่อยการติดตั้งเฉพาะ และมีเอกสารจากผู้ผลิตแล้ว
6. Restore ข้อมูลที่ Backup ไว้
หลังจากติดตั้งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะใช้งานคอมพิวเตอร์แล้ว ต้องนำข้อมูลที่สร้างไว้แล้ว และได้คัดลอกหรือทำสำเนาไว้ในขั้นตอนที่ 1 กลับมาไว้ในฮาร์ดดิสก์ให้เหมือนเดิม เพื่อทำงานต่อไปได้ ในขั้นนี้วิธีการขึ้นอยู่กับการ Backup และสื่อเก็บข้อมูลในการ Backup
7. Re Configuration System
ได้แก่การกำหนดให้สภาพแวดล้อมการทำงานของคอมพิวเตอร์มีสภาพแวดล้อมการทำงานเหมือนก่อนที่จะล้างระบบใหม่ ได้แก่ การกำหนด TCP/IP , การกำหนด Account สำหรับ e-mail การกำหนด Account สำหรับการบริการสื่อสารต่างๆ
8. ทดสอบใช้งาน
อย่าเพิ่งทิ้งข้อมูลที่ Backup ไว้เป็นอันขาดกรณีที่สำรองข้อมูลไว้ในดิสก์เก็ตหรือฮาร์ดดิสก์ เพราะคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง OS ,Application ต่างๆ ขึ้นมาใหม่อาจจะยังมีปัญหาในการใช้งาน หรือมีข้อมูลบางอย่างไม่ครบ ควรเก็บข้อมูลที่ได้ Backup ไว้อย่างน้อย 1 หรือ 2 สัปดาห์ หรือรอจนกระทั่งมั่นใจว่าคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เหมือนเดิม (โดยส่วนใหญ่ควรทำได้ดีกว่าเดิม) ทุกประการ
ขั้นการทดสอบใช้งาน ไม่ได้หมายความว่าทดสอบใช้งานเพียงวันหรือสองวัน แต่ให้ใช้งานจริงๆ เพราะระหว่างการใช้งานจริงๆ อาจจะพบว่ายังมีปัญหา หรือข้อบกพร่องบางประการที่ต้องแก้ไข หรือยังมีค่าบางประการที่ต้องกำหนดเพิ่มเติม
อ้างอิง hxxp://www.supermixs.com/
อาการของเครื่องที่ติดไวรัส | Virus
อาการของเครื่องที่ติดไวรัส | Virus
สามารถสังเกตุการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้อาจเป็นไปได้ว่าได้มีไวรัสเข้าไปติดอยู่ในเครื่องแล้ว อาการที่ว่านั้นได้แก่
1.ใช้เวลานานผิดปกติในการเรียกโปรแกรมขึ้นมาทำงาน
2.ขนาดของโปรแกรมใหญ่ขึ้น
3.วันเวลาของโปรแกรมเปลี่ยนไป
4.ข้อความที่ปกติไม่ค่อยได้เห็นกลับถูกแสดงขึ้นมาบ่อย ๆ
5.เกิดอักษรหรือข้อความประหลาดบนหน้าจอ
6.เครื่องส่งเสียงออกทางลำโพงโดยไม่ได้เกิดจากโปรแกรมที่ใช้อยู่
7.แป้นพิมพ์ทำงานผิดปกติหรือไม่ทำงานเลย
8.ขนาดของหน่วยความจำที่เหลือลดน้อยกว่าปกติ โดยหาเหตุผลไม่ได้
9.ไฟล์แสดงสถานะการทำงานของดิสก์ติดค้างนานกว่าที่เคยเป็น
10.ไฟล์ข้อมูลหรือโปรแกรมที่เคยใช้อยู่ ๆ ก็หายไป
11.เครื่องทำงานช้าลง
12.เครื่องบูตตัวเองโดยไม่ได้สั่ง
13.ระบบหยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ
14.มีการรายงานว่าจำนวนเซกเตอร์ที่เสียมีจำนวน เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนโดยที่ ยังไม่ได้ใช้โปรแกรมใดเข้าไปตรวจหาเลย.
อ้างอิง hxxp://www.supermixs.com/
108 ปัญหา เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่พบกันบ่อย ๆ และแนวทางการแก้ไขเบื้องต้น
108 ปัญหา เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่พบกันบ่อย ๆ และแนวทางการแก้ไขเบื้องต้น | Miscellaneous
รวบรวมปัญหาต่าง ๆ ที่พบได้บ่อย ๆ กับการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยได้พยายามรวบรวมปัญหาที่พบเห็นกันบ่อย ๆ และนำมาสรุปให้เป็นแนวทางสำหรับ การแก้ไขปัญหาเบื้องต้น หวังว่าจะมีประโยชน์กับคนอื่น ๆ ได้บ้าง
ปัญหาของ Windows
หลังจาก Setup Windows ใหม่แล้วเกิดการค้าง ไม่ยอมทำการ Setup ต่อไป
เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่สิ่งหนึ่งที่พบบ่อย ๆ คือการตั้งค่า Virus Warning ใน bios ไว้ทำให้เครื่องไม่สามารถ เขียนข้อมูลทับลงบนส่วนของ boot record ของฮาร์ดดิสก์ได้ ให้ลองแก้ใน bios ตั้งให้เป็น Disable ไว้ก่อน และหลังจากทำการ Setup Windows เสร็จแล้วค่อยตั้งเป็น Enable ใหม่
หลังจาก Setup Windows จะขึ้นข้อความ Windows Protection Error
ที่พบบ่อย ๆ มากคือปัญหาของ RAM อาจจะเป็นเฉพาะช่วงที่ทำการ Setup Windows เท่านั้น (โดยที่ปกติก่อน Setup Windows จะใช้งานได้ ไม่เป็นอะไร) ให้ทดลองหา RAM มาเปลี่ยนใหม่ดู หรือหากเป็น SDRAM ให้ทดลองตั้งค่าใน bios ค่าของ CAS จากที่ตั้งเป็น 2 ลองตั้งเป็น 3 ดู อาจจะช่วยแก้ปัญหาได้บ้าง
ใช้ AMD K6II-350 ขึ้นไปลง Windows95 แล้วเกิด Error แต่ลง Windows98 ได้
จะเกิดจากการใช้ CPU ของ AMD ที่มีความเร็วตั้งแต่ 350MHz ขึ้นไปกับ Windows95 วิธีแก้ไขคือไป Download Patch สำหรับแก้ปัญหานี้ที่ AMDK6UPD.EXE มาแก้ไขโดยสั่งรันไฟล์นี้แล้วบูทเครื่องใหม่ก่อน อ่านรายละเอียดที่นี่
ปัญหาของ ฮาร์ดแวร์
RAM หายไปไหนเนี่ย ใส่เข้าไป 128M. ทำไม Windows บอกว่ามีแรมแค่ 96M. เอง
อาการของ RAM หายไปดื้อ ๆ จะเกิดกับการใช้เมนบอร์ดรุ่นที่มี VGA on board นะครับ ที่จริงก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก เพียงแต่ส่วนหนึ่งของ RAM จะถูกนำไปใช้กับ VGA ครับและขนาดที่จะโดนนำไปใช้ก็อาจจะเป็น 2M, 4M, 8M ไปจนถึง 128M. ก็ได้ขึ้นอยู่กับการตั้งใน BIOS ครับ
ใช้เครื่องได้สักพัก มักจะแฮงค์ พอปิดเครื่องสักครู่แล้วเปิดใหม่ ก็ใช้งานต่อได้อีกสักพักแล้วก็แฮงค์อีก
อาจจะเกิดจากความร้อนสูงเกินไป อย่างแรกให้ตรวจสอบพัดลมต่าง ๆ ว่าทำงานปกติดีหรือเปล่า หากเครื่องทำ Over Clock อยู่ด้วยก็ทดลองลดความเร็วลงมา ใช้แบบงานปกติดูก่อนว่ายังเป็นปัญหาอยู่อีกหรือเปล่า ถ้าใน bios มีระบบดูความร้อนของ CPU หรือ Main Board อยู่ด้วยให้สังเกตค่าของ อุณหภูมิ ว่าสูงเกินไปหรือเปล่า ทั้งนี้อาจจะทำการเพิ่มการติดตั้งหรือเปลี่ยนพัดลมของ CPU ช่วยด้วยก็ดี
มีข้อความ BIOS ROM CHECK SUM ERROR ตอนเปิดเครื่อง
อาการนี้ส่วนใหญ่เกิดจากถ่านของ BIOS หมดหรือเกิดการหลวมครับ ให้ลองขยับถ่านให้แน่น ๆ ดูก่อน ถ้าไม่หาย ก็ต้องลองเปลี่ยนถ่านบนเมนบอร์ดดู (ก่อนเปลี่ยนถ้ามี Meter วัดไฟดูก่อนก็ดี) หลังจากเปลี่ยนแล้วให้ทำการ Clear BIOS Jumper ก่อนด้วย จะเป็น Jumper ใกล้ ๆ กับ IC BIOS นั่นแหละ ทำการ Jump ค้างไว้สัก 5 วินาทีแล้วก็ Jump กลับที่เดิมก่อน หรืออาจจะดูวิธีการจากคู่มือเมนบอร์ด หลังจากนั้นต้องเข้าไปตั้งค่าต่าง ๆ ของ BIOS ใหม่ด้วย
ลืม Password ของ BIOS จะทำยังไงดี
ให้ทำการถอดถ่านของ BIOS ออกสักครู่ แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ ทำการ Clear Jumper BIOS ก่อนด้วย หรือลองดูวิธีการ Clear/Reset Password ของ BIOS
ซื้อฮาร์ดดิสก์มาขนาดใหญ่ ๆ แต่หลังจากทำการ Format แล้วเครื่องมองเห็นแค่ 2G
อย่างแรกให้ดูก่อนเลยว่า ใช้ระบบ FAT16 หรือ FAT32 ถ้าหากเป็น FAT16 จะมองเห็นได้สูงสุดแค่ 2G ต่อ 1 Partition เท่านั้น ต้องใช้แบบ FAT32 ครับ วิธีการคือใช้ FDISK ของแผ่น Startup Disk WIN98 มาทำ FDISK (ถ้าเป็น FDISK จาก DOS หรือ WIN95 จะเป็นแบบ FAT16) ดูวิธีการทำ fdisk และ การ format ฮาร์ดดิสก์ ที่นี่
ไม่สามารถใช้งาน ฮาร์ดดิสก์ได้มากกว่า 8G. สำหรับเมนบอร์ดรุ่นเก่า ๆ
เกิดจากที่ BIOS ไม่สามารถรู้จักกับ ฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่ ๆ ได้ จะเป็นกับเมนบอร์ดรุ่นเก่า ๆ ที่เคยพบมาอีกแบบคือ Windows มองเห็นเกิน 8G แต่ไม่สามารถใช้งานได้ จะบอกว่าฮาร์ดดิสก์ของเราเต็ม วิธีแก้ไขอย่างแรกคือ ให้ลองทำการ Update BIOS เป็น Version ใหม่ดูก่อน (ถ้าหาได้) หรือไม่ก็หา Download โปรแกรมสำหรับจัดการพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ จากเวปไซต์ของผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ยี่ห้อนั้น ๆ หรืออาจจะใช้วิธีการแบ่ง Partition ให้มีขนาดใหญ่ไม่เกิน 8G ต่อ 1 Partition ก็อาจจะช่วยได้
ซื้อฮาร์ดดิสก์มาขนาดใหญ่ ๆ แต่ไม่สามารถทำ FDISK แบ่งใช้งานได้ หรือทำแล้วเห็นไม่ครบ
ปัญหานี้ มักจะพบกับฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 64G. ขึ้นไป ปัญหาเกิดจากโปรแกรม FDISK ของ Windows 98 ไม่สามารถ จัดการกับฮาร์ดดิสก์ ที่มีขนาดใหญ่กว่า 64G. ได้ ต้องไปทำการดาวน์โหลด Free FDISK ตัวใหม่มาใช้งานแทน หรือโหลดตัวแก้ไขจาก Microsoft หรือไม่ก็ใช้ FDISK ที่ได้จาก Windows Me แทนครับ อีกวิธีหนึ่งคือใช้แผ่นดิสก์ ที่ทำมาจากโปรแกรม Partition Magic ก็ได้
ปัญหาของ ซอฟต์แวร์
หลังจากลงโปรแกรมป้องกันไวรัส McAfee 4.0.3 แล้วไม่สามารถบูทเข้า Windows ได้
เท่าที่พบจะเกิดกับบางเครื่องเท่านั้น ปัญหาเกิดจากหลังจากที่เราติดตั้ง McAfee ลงไปแล้ว เครื่องจะทำการ Scan ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์โดยใส่เป็น Batch File ไว้ในไฟล์ autoexec.bat ซึ่งบางครั้งจะเป็นปัญหาทำให้ค้าง ไม่ยอมเข้า Windows ต่อไป วิธีแก้ไขคือ ให้เปิดเครื่องเข้าใน MS-DOS Mode โดยกดปุ่ม F8 ค้างไว้ขณะเปิดเครื่อง จะเข้ามาที่เมนู Microsoft Windows 98 Startup Menu เลือกข้อ 6. sefe mode command prompt only แล้วใช้คำสั่ง "edit autoexec.bat" เพื่อแก้ไขไฟล์โดยให้ลบบรรทัดที่มีคำสั่ง scan.exe ออกครับ ทำการ save file แล้วทดลองบูทเครื่องใหม่อีกครั้ง
พิมพ์หน้า Web Page ออกเครื่องพิมพ์แบบ Ink Jet เป็นภาษาไทยไม่ได้ จะมีแต่ภาษาอังกฤษ
ส่วนใหญ่ ปัญหานี้จะเกิดกับการใช้เครื่องพิมพ์แบบ อิงค์เจ็ท รุ่นใหม่ ๆ วิธีแก้ไขคือ ให้ลองหา Download Driver รุ่นใหม่ ๆ ของเครื่องพิมพ์จาก Web Site ของเครื่องพิมพ์นั้น ๆ เพราะบางครั้งอาจจะมีการแก้ไขปัญหานี้แล้ว หรือไม่ก็ใช้วิธีเข้าไปตั้งค่า Regional Settings ที่ Control Panel เป็น English(USA) ก่อน เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วก็เปลี่ยนกลับมาเป็น Thai เหมือนเดิม การตั้งค่าก็ทำโดยกดที่ Start เมนู >> Settings >> Control Panel เลือกที่ Regional Settings เปลี่ยนเป็น English(USA)
สั่ง Defrag Hard Disk แล้วไม่ยอมเสร็จ จะกลับมาเริ่มต้นใหม่ วนแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ สาเหตุเกิดจากมีโปรแกรมบางตัวทำงานอยู่ในเวลานั้นด้วยและสั่งเขียนข้อมูลลงบนฮาร์ดดิสก์ เช่น Screen Saver, Winamp หรือพวก Anti Virus บางตัว ให้ทำการปิดโปรแกรมเหล่านี้ให้หมดก่อน หรืออาจจะใช้วิธีเข้า Windows ใน Self Mode (กด F8 ตอนเปิดเครื่องแล้วเลือก Self Mode)
ใช้การ์ดจอของ TNT แล้วเมื่อพิมพ์ข้อความต่าง ๆ สระบนล่างไม่ยอมขึ้นมาทันที
ต้องพิมพ์ตัวต่อไปก่อนจึงจะเห็น เป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก ๆ กับผู้ที่ใช้การ์ดจอของ TNT ครับให้ลองหา Driver รุ่นใหม่ ๆ จากเวปไซต์ของผู้ผลิตการ์ดจอมาใช้ จะแก้ไขได้หรือใช้ Driver ของ Detonator Version 3.65 หรือใหม่กว่านี้ขึ้นไป หาได้จาก http://www.nvidia.com/
ลง Microsoft Office 97 Thai บน Windows XP แล้วเปลี่ยนใช้เมนูภาษาอังกฤษไม่ได้
สำหรับผู้ที่ชอบใช้งาน Office 97 แต่เอามาลงบน Windows XP จะพบว่าตัว Shortcut ของ Office97 Language Switcher ไม่มีให้ใช้งาน ที่จริงแล้วตัว Shortcut นี้ยังมีอยู่ตามปกติใน C:\Program Files\Microsoft Office แต่จะไม่สามารถใช้งานได้ โดยที่เมื่อกดเลือกเปลี่ยนภาษาของเมนู จะมีข้อความแจ้งผิดพลาด เนื่องจากโปรแกรมตรวจสอบพบว่าไม่ได้ทำงานอยู่บน Windows Thai การแก้ไข ทำได้ง่าย ๆ โดยสร้างไฟล์เปล่า ๆ ขึ้นมาด้วย Notepad โดยไม่ต้องพิมพ์อะไรลงไปเลย จากนั้น save as ให้เป็นชื่อไฟล์ lpkthai.dll แล้วก็ copy ไปใส่ไว้ใน C:\WINDOWS\system32 จากนั้นก็บูตเครื่องใหม่ครั้งหนึ่ง ก็จะใช้งาน Office97 Language Switcher ในการเลือกภาษาของเมนูได้แล้วครับ
ทั้งหมดนี้ผมรวบรวมมาจากแหล่งข้อมูลจากที่ต่าง ๆ หากท่านใดมีเทคนิคการแก้ไขปัญหาเด็ด ๆ แนะนำกันมาได้นะครับ
อ้างอิง hxxp://www.supermixs.com/





